The Pusher:
ต้องคอยจี้ “อาบน้ำหรือยัง? ทำการบ้านหรือยัง?” ทุกวัน
ค่ายปิดเทอม 7 Habits For Kids Camp (ประถม)
เหนื่อยไหมครับ... ที่ต้องเป็น 'นาฬิกาปลุก'
และ 'รีโมทคอนโทรล' ให้ลูกตลอดเวลา?"
เปลี่ยนจาก “ต้องคอยสั่ง” เป็น “ลูกเริ่มเองได้”
กับค่าย 5 วัน 4 คืน
ที่จะฝังชิป 7 Habits ให้กลายเป็น
“นิสัยถาวร” ผ่านการลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่ท่องจำ


ลูกไม่ได้ดื้อครับ...
เขาแค่ยังขาด "ระบบคิด" ในการคุมตัวเอง
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านปรึกษาผมว่า “ทำไมลูกทำได้แค่ตอนมีคนคุม? พอเผลอปุ๊บ หลุดปั๊บ” จริงๆ แล้วน้องไม่ได้อยากเป็นเด็กไม่มีวินัยหรอกครับ แต่เขายังขาด “ระบบปฏิบัติการ” (OS) ในใจ ที่จะช่วยให้เขาตัดสินใจได้เองว่า อะไรควรทำก่อน-หลัง หรือ จะคุยกับเพื่อนยังไงไม่ให้ทะเลาะกัน
5 วันนี้... เราไม่ได้มานั่งเรียน
แต่เรามา 'เล่น' ให้ได้วินัย

Life as a Drill (ชีวิตจริงคือสนามฝึก)
แต่เราจำลอง "สังคมย่อส่วน" ที่เด็กต้องกิน นอน
และทำภารกิจร่วมกัน 24 ชม. ทุกวินาทีคือการฝึกนิสัยจริง

Safety First (พื้นที่ปลอดภัย)
เพื่อให้น้องกล้าลอง กล้าพลาด และเรียนรู้จากของจริง
โดยไม่ต้องกลัวโดนดุ

Deep Reflection (ตกผลึกสู่ใจ)
เพื่อถอดบทเรียนจาก Head (สมอง) สู่ Heart (ใจ)
ให้เขาจำความรู้สึกภูมิใจที่ "ฉันทำได้" กลับไป
7 เครื่องมือวิเศษ ที่ลูกจะได้พกติดตัวกลับบ้าน


5 วัน 4 คืน อาจไม่เปลี่ยนลูกเป็นคนละคน...
แต่จะสร้าง 'จุดเปลี่ยน' ที่พ่อแม่สัมผัสได้
- จาก "ต้องรอให้สั่ง"
- จาก "ใช้อารมณ์นำ"
- จาก "เล่นเพลินจนลืมเวลา"
- จาก "เถียงเพื่อเอาชนะ"
- "เริ่มทำกิจวัตรเองได้"
- "รู้จัก 'เบรก' ตัวเองก่อนระเบิด"
- "รู้ว่าต้องทำหน้าที่ให้เสร็จก่อน"
- "ฟังเพื่อหาทางออกร่วมกัน (Win-Win)"
รีวิวความประทับใจ



เราไม่ได้คืนแค่ตัวลูก แต่เราคืน 'คู่มือ' ให้พ่อแม่ไปดูแลต่อ
Parent Habit Report
โดยพี่เลี้ยงประจำกลุ่ม
เพื่อให้เห็นจุดแข็ง และจุดพัฒนาต่อ
Habit Passport
ให้เขาภูมิใจในทุกก้าวเล็กๆ
Portfolio & Badges
ดูแลเหมือนลูก ใส่ใจเหมือนหลาน
ตารางกิจกรรม
สถานที่
การดูแล
การเดินทาง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
7 Habits คืออะไร? (ทำไมถึงได้รับการยอมรับไปทั่วโลก?)
7 Habits (7 อุปนิสัย) คือหลักสูตรพัฒนาตนเองระดับโลก (FranklinCovey) ที่จะช่วยสร้าง “วุฒิภาวะ” ให้ลูกเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ครับ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงกับน้องๆ คือการเปลี่ยนแปลงใน 2 ด้านหลักครับ:- ดูแลและรับผิดชอบตัวเองได้ (Habit 1-3): น้องๆ จะฝึกที่จะเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองครับ เช่น การตื่นนอนเอง การทำการบ้านให้เสร็จก่อนไปเล่น หรือการเตรียมของใช้ส่วนตัว โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชเหมือนเดิม
- เข้าใจและอยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็น (Habit 4-6): น้องๆ จะได้ฝึกทักษะสังคมที่สำคัญ คือการรู้จักหยุดฟังเพื่อเข้าใจคนอื่น และการพูดคุยหาทางออกด้วยเหตุผลแทนการใช้อารมณ์ (Win-Win) ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการทะเลาะกับพี่น้องหรือเพื่อนๆ ได้อย่างดีครับ
เรียนแล้วจะช่วยแก้ปัญหา "พฤติกรรม" ของลูกด้านไหนได้บ้าง?
เพราะเด็กแต่ละวัยมีความท้าทายต่างกันครับ หลักสูตร 7 Habits ของเราจึงเน้นแก้ปัญหาที่ “รากฐานความคิด” ให้เหมาะกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย ดังนี้ครับ:
- สำหรับวัย 8-12 ปี (วัยประถมปลาย – Pre-teen): เน้นเรื่อง “วินัยและการแบ่งเวลา”
* ปัญหาที่พบบ่อย: เริ่มติดเกม ติดเพื่อน ผัดวันประกันพรุ่ง การบ้านไม่เสร็จ
* สิ่งที่ค่ายช่วย: เราเน้นฝึก Habit 3 (ทำสิ่งที่สำคัญก่อน) ให้น้องแยกแยะได้ว่าอะไรคือ “หน้าที่” (เช่น การบ้าน) และอะไรคือ “ความบันเทิง” (เช่น เกม)
* ผลลัพธ์: น้องจะเริ่มจัดการตัวเองได้ รู้ว่าต้องรับผิดชอบงานให้เสร็จก่อน ถึงจะไปเล่นได้อย่างสบายใจครับ - สำหรับวัย 6-10 ปี (วัยประถมต้น): เน้นเรื่อง “การช่วยเหลือตัวเอง”
* ปัญหาที่พบบ่อย: ทำอะไรไม่เป็น เช้ามาต้องรอพ่อแม่ปลุก รอให้ป้อนข้าว รอให้จัดของให้ (หนูทำไม่เป็น)
* สิ่งที่ค่ายช่วย: เราปูพื้นฐาน Habit 1 (เป็นผู้นำตนเอง) สอนให้เขารู้ว่า “ชีวิตหนู หนูต้องดูแลเอง”
* ผลลัพธ์: น้องจะมีความกระตือรือร้นในการดูแลกิจวัตรพื้นฐาน เช่น ตื่นนอน อาบน้ำ และเก็บของด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอคำสั่งครับ - สำหรับวัย 13-16 ปี (วัยรุ่น): เน้นเรื่อง “เป้าหมายชีวิตและการสื่อสาร”
* ปัญหาที่พบบ่อย: ใช้ชีวิตล่องลอยไม่มีเป้าหมาย หรือเริ่มมีกำแพงกับพ่อแม่ พูดคำตอบคำ
* สิ่งที่ค่ายช่วย: เราใช้ Habit 2 (เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมาย) เพื่อให้เขาค้นหาตัวเองเจอ และใช้ Habit 5 (เข้าใจผู้อื่น) เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัย
* ผลลัพธ์: น้องจะมีเป้าหมายในการเรียนที่ชัดเจนขึ้น (เพราะรู้ว่าเรียนไปทำไม) และกลับมาคุยกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยเหตุผลและความเข้าใจมากขึ้นครับ
- สำหรับวัย 8-12 ปี (วัยประถมปลาย – Pre-teen): เน้นเรื่อง “วินัยและการแบ่งเวลา”
เด็กแบบไหน... ที่ "ควร" มาเข้าค่ายนี้ที่สุด?
ค่ายนี้เหมาะมากสำหรับน้องๆ ที่มีพฤติกรรมดังนี้ครับ:
* ✅ The Procrastinator: ชอบพูดว่า “เดี๋ยวก่อน” ติดเล่น บริหารเวลาไม่เป็น
* ✅ The Blamer: ชอบโทษคนอื่น โทษครู โทษเพื่อน แต่ไม่เคยโทษตัวเอง
* ✅ The Drifter: ใช้ชีวิตไปวันๆ ติดเกม/โซเชียล โดยไม่มีเป้าหมายในอนาคต
* ✅ The Bossy/Loner: เอาแต่ใจตัวเอง (ไม่ Win-Win) หรือ เข้ากับเพื่อนยากเนื้อหายากและเป็นผู้ใหญ่ไปไหม? ทางค่ายมีวิธีสอนเด็กอย่างไร?
เข้าใจเลยครับว่าเนื้อหาต้นฉบับมีความเป็นวิชาการสูง แต่ที่ SMART-i เรานำมา “ย่อยใหม่” ให้เหมาะสมกับวัย โดยเปลี่ยนจากตำราให้กลายเป็นความสนุก ผ่านกระบวนการ Experiential Learning (การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง) 3 ขั้นตอนครับ:
- Play & Learn: เราแปลงทฤษฎีให้เป็น “เกมและกิจกรรม” ให้น้องๆ ได้ลงมือทำจริง เจอโจทย์จริง ซึ่งจะทำให้เขาสนุกและเปิดใจรับการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว
- Deep Reflection: หัวใจสำคัญอยู่ที่ “พี่ค่าย” ซึ่งทำหน้าที่เป็นกระบวนกร (Facilitator) คอยใช้ “คำถามสะท้อนคิด” ชวนให้น้องๆ ถอดบทเรียนจากสิ่งที่เพิ่งทำ เพื่อให้เขาตกผลึกความคิดด้วยตัวเอง (ไม่ใช่การบอกสอน)
- Art for Self-Understanding: เราปิดท้ายด้วย “กระบวนการทางศิลปะ” เพื่อให้น้องได้ใช้เวลาสำรวจโลกภายในใจและระบายความรู้สึก วิธีนี้จะช่วยเปลี่ยน “บทเรียน” ให้กลายเป็น “กระบวนทัศน์ใหม่” (New Paradigm) ที่ประทับอยู่ในใจของน้องอย่างยั่งยืนครับ
จะวัดผลได้อย่างไรว่าลูกมี 7 Habits แล้ว?
ท่านจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในกิจวัตรประจำวันที่สะท้อนถึงวุฒิภาวะครับ เช่น:
- Proactive Language: ได้ยินคำบ่นน้อยลง แต่ได้ยินคำว่า “เดี๋ยวหนูจัดการเอง” หรือ “ผมเลือกที่จะ…” มากขึ้น
- Planning: เห็นลูกเริ่มจัดกระเป๋าเอง หรือทำการบ้านเสร็จก่อนไปเล่น โดยไม่ต้องให้จ้ำจี้จ้ำไช
- Conflict Resolution: เวลาทะเลาะกับพี่น้อง หรือขออนุญาตทำอะไร ลูกจะเริ่มใช้เหตุผลและข้อเสนอแบบ Win-Win มาคุยกับท่าน แทนการใช้อารมณ์ครับ
อัตราส่วนการดูแลเป็นอย่างไร จะดูแลลูกทั่วถึงไหม?
เราให้ความสำคัญกับการดูแลที่ใกล้ชิดและทั่วถึงที่สุดครับ โดยใช้อัตราส่วน พี่เลี้ยง 1 คน ต่อน้อง 5 คน (1:5) เพื่อให้มั่นใจว่าน้องทุกคนจะได้รับการใส่ใจทั้งเรื่องความปลอดภัยและความรู้สึกตลอดเวลาที่อยู่ในค่ายครับ
มาตรการคัดกรองพี่เลี้ยงเป็นอย่างไร ไว้ใจได้แค่ไหน?
พี่เลี้ยงทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น และต้องผ่านการอบรม หลักสูตรพี่ค่ายมาตรฐาน SMART-i มาเรียบร้อยแล้วครับ ไม่ใช่ใครก็ได้ ดังนั้นวางใจได้เรื่องทักษะการดูแลเด็กและจิตวิทยาเชิงบวกครับ
ตอนกลางคืนใครนอนเฝ้าเด็กๆ และสถานที่ปลอดภัยแค่ไหน?
* ที่พัก: เป็นรีสอร์ทส่วนตัวของทางค่ายเอง (Private Zone) แยกโซนเด็กค่ายชัดเจน คนนอกเข้าไม่ได้
* การนอน: เราแยกตึกนอนชาย-หญิงชัดเจน และมี “พี่ประจำบ้าน” นอนเฝ้าในห้องกับน้องๆ ตลอดคืน เพื่อดูแลความเรียบร้อยและช่วยเหลือหากน้องตื่นกลางดึกครับ
หากน้องเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ มีมาตรการอย่างไร?
เรามี พยาบาลวิชาชีพ ประจำค่ายตลอด 24 ชั่วโมง ครับ หากเจ็บป่วยเล็กน้อยจะดูแลตามอาการ แต่หากมีเหตุฉุกเฉิน เราสามารถเดินทางถึงโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ภายใน 15 นาที ครับ
อาหารการกินเป็นอย่างไร ลูกกินยากจะทานได้ไหม?
อาหารของเราจัดเป็นบุฟเฟต์ที่เน้นโภชนาการและรสชาติที่เด็กทานง่ายครับ ท่านสามารถดูเมนูอาหารตัวอย่างได้ที่ลิงก์นี้ครับ: คลิกดูเมนูอาหาร
แค่ 5 วัน จะเปลี่ยนนิสัยลูกได้จริงเหรอ?
น้องๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงความคิดและพฤติกรรมในค่ายแน่นอนครับ แต่เราเชื่อในความจริงใจว่า “นิสัยที่ยั่งยืนต้องอาศัยความต่อเนื่อง” ทางค่ายจึงมีเครื่องมือสนับสนุนผู้ปกครองเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ถาวรครับ:
- Parent Workshop: เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รับช่วงต่อได้อย่างถูกวิธี
- Habit Tracker: แบบฝึกหัดทำต่อเนื่องอีก 14 วันหลังจบค่าย เพื่อปลูกฝังนิสัยให้หยั่งรากลึก
เด็ก 8 ขวบ กับ 12 ขวบ เรียนรวมกัน กิจกรรมจะเหมาะสมไหม?
ในกิจกรรมกลุ่มย่อย (Small Group) เราจะ แยกกลุ่มตามช่วงวัย ครับ เพื่อให้เนื้อหาเหมาะสมที่สุด ส่วนกิจกรรมรวมจะเป็นโอกาสดีที่น้องๆ จะได้ฝึกทักษะทางสังคม (Social Skills) เรียนรู้การอยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง ซึ่งค่ายเราเน้นการดูแลรายบุคคล (Individual Individualized Care) อยู่แล้วครับ
จบค่ายแล้วพ่อแม่จะรู้ไหมว่าลูกเป็นอย่างไร?
แน่นอนครับ เรามีการประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) จากการสังเกตพฤติกรรมตลอดค่าย และคุณพ่อคุณแม่สามารถพูดคุยกับพี่ประจำกลุ่มเพื่อรับ Feedback และแนวทางในการพัฒนาน้องต่อได้เลยครับ
ลูกเป็นเด็กขี้อาย/Introvert/กลัวการเข้าสังคม จะรอดไหม?
เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้ “ทุกคนมีเพื่อน” ครับ เราใช้วันแรกทั้งวันสร้าง Psychological Safety (พื้นที่ปลอดภัยทางใจ) ให้น้องรู้สึกเป็นตัวของตัวเองจึงไม่แปลกที่น้องๆ เกือบทุกคนจะพูดคำนี้ครับ: “วันแรกไม่อยากมา… แต่วันสุดท้ายไม่อยากกลับ”
ถ้าลูกร้องไห้คิดถึงบ้าน (Homesick) จะทำอย่างไร?
อาการนี้เกิดจากความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ในที่ใหม่ เราจะไม่ปล่อยให้น้องอยู่คนเดียวและจะไม่บังคับครับ เราจะใช้ความรัก ความเข้าใจ และความสนุก “ดึงดูด” น้องให้เข้ามามีส่วนร่วมกับมิตรภาพดีๆ ของพี่และเพื่อน จนความกังวลหายไปเองครับ
ที่ค่ายมีนโยบายเรื่องการกลั่นแกล้ง (Bullying) อย่างไร?
เรามีนโยบาย “Zero Tolerance” กับการบูลลี่ครับ แต่เราไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการลงโทษรุนแรง เราเน้นการสร้าง Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ) ให้เด็กทั้งสองฝ่ายเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและยั่งยืนที่สุดครับ
เด็กสมาธิสั้น (ADHD) หรือเด็กพิเศษ เข้าร่วมได้ไหม?
เรายินดีต้อนรับและเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้ “เรียนร่วม” ครับ ขอเพียงเงื่อนไขเดียวคือ น้องต้องสามารถควบคุมตัวเองให้ “ปลอดการใช้ความรุนแรง” ได้ เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวมครับ
อนุญาตให้พกโทรศัพท์มือถือไหม และติดต่อลูกได้ตอนไหน?
อนุญาตให้นำมาได้ครับ โดยทางค่ายจะกำหนดเวลาให้ใช้เพื่อโทรกลับบ้านได้ทุกวัน ในช่วงเวลา 21.30 – 22.00 น. ครับ
พ่อแม่จะเห็นรูปลูกระหว่างเข้าค่ายไหม?
เรามีทีมช่างภาพที่คอยเก็บภาพความประทับใจครับ รูปถ่ายคุณภาพสูง (High Quality) จำนวนมากกว่า 800 รูปต่อวัน จะถูกอัปโหลดลง Facebook Group ทุกคืน (ประมาณ 24.00 น.) ให้ผู้ปกครองได้ชื่นชมครับ
หากมีธุระด่วน ติดต่อได้ทางไหน?
ท่านสามารถติดต่อค่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทาง Hotline หรือ Line OA ของค่ายครับ
ราคานี้รวมอะไรบ้าง ต้องจ่ายอะไรเพิ่มไหม?
ราคานี้เป็น All-Inclusive ครับ รวมทุกอย่างแล้ว ได้แก่:
* หลักสูตรและสื่อการสอนทั้งหมด
* อาหารหลักและอาหารว่างครบทุกมื้อ
* ที่พักระดับรีสอร์ท
* การเดินทางรับ-ส่ง
* ประกันอุบัติเหตุ
* โปรแกรมติดตามผล 14 วันหลังจบค่ายต้องเตรียมเงินติดตัวเท่าไหร่?
เตรียมมาประมาณ 500 – 1,000 บาท ก็เพียงพอครับ (เผื่อไว้น้องๆ อยากซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ)
ถ้าสมัครแล้วป่วยกะทันหัน หรือติดธุระ ขอคืนเงินได้ไหม?
* ยกเลิก: สามารถรับเงินคืนได้ตามเงื่อนไขที่ระบุในใบสมัครครับ
* เลื่อนรอบ: หากป่วยกะทันหัน (มีใบรับรองแพทย์) สามารถขอเลื่อนรอบได้ครับ
* เปลี่ยนชื่อ: หากต้องการโอนสิทธิ์ให้คนอื่น มีค่าธรรมเนียมเปลี่ยนชื่อ 1,000 บาทครับ